ผู้เขียน หัวข้อ: @ ใช้ e46 อ่านเล่นไม่เห็นเสียหาย @  (อ่าน 8034 ครั้ง)

วีรวิชญ์

  • บุคคลในตำนาน
  • ******
  • กระทู้: 2867
@ ใช้ e46 อ่านเล่นไม่เห็นเสียหาย @
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2013, 11:03:12 »
               ผมสังเกตุว่าพักนี้สมาชิกใหม่และบุคคลทั่วไปหลายท่านกำลังหาข้อมูลในการตัดสินใจอยากครอบครอง e46 ใช้สักคัน หลายท่านมีความกังวลในเรื่องปัญหาต่างๆ  เพราะยังไม่เคยใช้งาน บางท่านอาจจะไม่กล้าเข้ามาถามในกระทู้ ก็ได้แต่เก็บข้อมูล บางท่านอาจจะไม่ถนัดในการค้นหาก็เข้ามาถาม ผมก็เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นมาก่อน จึงได้พยายาม ค้นหาข้อมูลมาลงกระทู้ให้อ่าน เช่น
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน

               แต่พอระยะเวลาผ่านไป กระทู้นี้ก็จะร่นหายไปตามกาลเวลา คนมาใหม่ก็ไม่ถนัดที่จะค้นหาก็เข้ามาถามใหม่ เป็นวัฎจักร (ผมสังเกตุว่ามันเป็นอย่างนี้จริงๆ) จึงอยากจะให้ผู้รับผิดชอบช่วยปักหมุดในกระทู้นี้ไปเลยดีกว่า 555 จนกว่าจะไม่มีคนต้องการที่จะอ่านมัน 
                  แต่ก็มีกระทู้หนึ่งที่ผมอ่านบ่อย ของคุณ Crayonz เพราะมันมีคำตอบในตัวสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจจะเลือกซื้อหรือเปรียบเทียบระหว่างรถญี่ปุ่นใหม่ๆ กับ e46 เก่าๆ ตัวนี้ ในราคาที่พอๆ กัน(หลังจากคุณซื้อมาแล้วเก็บงานให้หมดพร้อมใช้ไปอีกสัก 4-5 ปี) ผมจึงนำกระทู้นี้มาเรียบเรียงใหม่ให้อ่านกันได้ต่อเนื่อง (ตั้งใจจะแปะ แต่ก็อปมาวางเลยน่าจะดีกว่า) โปรดรอสักครู่..... :-X
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 29, 2013, 09:49:11 โดย วีรวิชญ์ »

วีรวิชญ์

  • บุคคลในตำนาน
  • ******
  • กระทู้: 2867
E46 นั้น ถือเป็นรถยนต์ BMW 3-Series เจนเนอเรชั่นที่ สี่ โดยมี E21 E30 E36 เป็นรุ่นก่อนหน้าตามลำดับ โดยมีการเปิดตัวขายครั้งแรกเพื่อมาทดแทน E36 ในปี ค.ศ. 1998 ในยุโรป และ ในประเทศไทยนั้นมีการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี คศ. 2000 โดยเป็นการนำเข้ามาในชุดแรก ๆ และมีการประกอบเพื่อการจำหน่ายในประเทศไทยด้วยในปีเดียวกันนั้น ซึ่งนับว่าเป็นรุ่นแรก ๆ ที่ทำการตลาดโดย BMW Thailand
      ในการออกแบบ BMW E46 นั้น มีโจทย์ง่าย ๆ แต่ทำยากคือ รถสวย ช่วงล่างดี ตัวถังเบา ปลอดภัย แข็งแรง หากเป็นรถในตระกูลตัวแรก โจทย์เหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร หากเพราะว่า E36 รุ่นที่กำลังทำตลาดในขณะนั้นได้มีการออกแบบที่ลงตัวกับยุคสมัยนั้น หากทำให้ E46 ดูล้ำสมัยกว่า จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยทีมออกแบบของ BMW เอง จึงได้มีการประสานงานกันระหว่าง  Design work USA ช่วยในการออกแบบ E46 Design work USA นั้นก็มีผลงานอื่น ๆ ฝากตามมาอีกเช่น MINI และยังเป็นบริษัทที่ทำการออกแบบผลิตภัณฑ์หลายชนิดอีกด้วย รูปร่างภายนอกนั้น หลัก ๆ มีการเขียนแบบโดย Erik Goplen (ออกแบบ X3 และรุ่นอื่น ๆด้วย) หากดูคร่าว ๆ แล้ว การออกแบบ E46 ก็คือการนำเอา E36 มาลบเหลี่ยมลบมุมออก แล้วเปลี่ยนเส้นสายให้ดูลื่นขึ้น ทั้งเส้นข้างรถ และกระโปรงท้ายรถ โดยยังคำนึงถึงการปรับปรุงค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศของรถ (0.26-0.38 Sedan - Coupe)ที่จะไม่รั้งตัวรถไว้เกินความจำเป็น แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของรถรุ่นก่อนที่คนติดตามาแล้วถึง เก้าปีด้วย ได้มิติตัวรถที่มีขนาด ยาว กว้าง สูง คือ 4470mm 1740mm 1415mm ฐานล้อยาวขึ้นจาก E36 เป็น 2725mm เพื่อรักษาน้ำหนักหน้าหลังให้เท่ากัน จึงมีการขยับเครื่องยนต์ไปลึกอีกนิดในห้องห้องเครื่อง พื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังมีพื้นที่มากขึ้น แต่โดยรวมจะเห็นว่าเป็นรถที่มีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับรถคอมแพคในปัจจุบัน (ALTIS CIVIC LANCER EX) เพราะสมัยนั้นรถคอมแพคยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก
ถึงจะมีการลดน้ำหนักช่วงล่าง ตัวถัง และขนาดรถที่เล็กนั้น น้ำหนักตัวของมันก็ไม่ได้เล็กตามไปด้วย ในรุ่นที่เบาที่สุดของ ซีดาน ยังมีน้ำหนักมากถึง 1350kg เลยทีเดียว เพราะโลหะที่ใช้ทำโครงนั้น มีความหนามากกว่ารถในระดับเดียวกันอยู่ เพื่อความมั่นคงของโครงสร้าง more solid, stiffer, rigid body แล้วแต่ใครจะเรียก
    สามปีหลังการเปิดตัว กันยายน 2001 มีการปรับเปลี่ยนหน้าตาของ ช่องลม ไฟหน้า ไฟมุม และเส้นกระโปรงหน้าในรุ่น facelift เพื่อรับการเปิดตัวของคู่แข่งอย่าง MB W203 C-class ทีเปิดตัวไปในปี 2000
ในเรื่องความสวยงามนั้น คงไม่เหมาะทีจะกล่าวถึง เพราะเป็นความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ แต่ สิง่ที่จะไม่เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว ที่พอจะบอกได้ว่ามันสวย คือ รางวัลการออกแบบ หลาย ๆ ปี ติด ๆ กันในช่วงที่มีการเอา E46 ออกขายจากทั่วทุกมุมโลก เรียกได้ว่า ผู้ออกแบบ ได้ตอบโจทย์ ความสวย ความปลอดภัย ได้แล้วในระดับที่น่าภูมิใจอยู่ไม่น้อย

แล้วช่วงล่างของรถล่ะจะมีดีอย่างไร ?
ดีไซน์ภายนอกของรถรุ่นนี้ไม่ใช่เพียงอย่างเดียวที่มันถูกกล่าวถึงมากเป็นพิเศษ แต่ ระบบกันสะเทือนของรถที่ได้รับการปรับแต่ง ปรับปรุง จาก E36 ทำให้รถมีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก โดยเน้นการลดน้ำหนักของชิ้นส่วนช่วงล่าง (unsprung weight) ที่ได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งมาจาก E38 และ E39 ชิ้นส่วนช่วงล่างเกือบทุกชิ้น มีอลูมิเนียมเป้นส่วนประกอบหลัก และยังได้รับการจัดวางชิ้นส่วนรับน้ำหนักให้อยู่ในตำแหน่งที่กระจายน้ำหนัก หน้าหลังออกเป็นอย่างล่ะครึ่งหนึ่ง 50:50 load เพื่อการทรงตัวที่ดีในทุก ๆสภาวะเช่นเดียวกับ E36 และ อะไหล่ช่วงล่างบางชิ้นของรถ ก็ยังหยิบยืมมาจาก E36 ที่ออกแบบมาได้ดีอยู่แล้ว เช่น ระบบบังคับเลี้ยว ระบบเบรค แต่มีการใส่ ระบบควบคุมการทรงตัวในภาวะคับขันเพิ่มมาที่เรียกว่า ASC หรือ DSC ตามแต่รุ่นย่อย ๆ นั้น เช่นเดียวกับ E39 และเพื่อรองรับ แก้ปัญหาวงเลี้ยวแคบมาก ๆ ทีเกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ รวมถึงการแก้ไขส่วนของ Over steer นั้น มีการปรับศูนย์ล้อใหม่ ให้เหมาะสมกันในแต่ละรุ่นย่อย แบ่งตามขนาด น้ำหนักตัว และ ขนาดเครื่องยนต์ หากใครที่ได้รับรถใหม่ ๆ สังเกตว่า ล้อหลังนั้น นอกจากจะแบะออกแล้ว ยังงุ้มเข้าด้านหน้าของตัวรถอีกด้วย ดังนั้น การตั้งศูนย์ล้อของรถรุ่นนี้ มีเสปคย่อย ๆ มากมาย หลาย ๆ ครั้งที่ร้านตั้งศูนย์ที่มีเครื่องมือไม่พร้อม ไม่มีสเปคที่ละเอียดพอ ก็ไม่สามารถตั้งศูนย์ให้เหมาะกับรถได้ ซึ่งอาจจะทำให้ รถที่ขับดี ๆ ในประวัติศาสตร์ คันหนึ่ง กลายเป็นรถขับหลังธรรมดาที่มีท้ายปัดเป๋เวลาเลี้ยวเข้าโค้งไปได้
    ขอกล่าวถึงนิดนึง กับการตั้งศูนย์ รถยนต์ BMW และ BENZ รถสองยี่ห้อนี้ มีวิธีการตั้งศูนย์ที่ไม่เหมือนรถยี่ปุ่น และรถขับหน้าทั่ว ๆไปในท้องตลาด หลาย ๆครั้งที่ร้านตั้งศูนย์จับรถขึ้นสะพาน ปรับศูนย์ล้อให้เป็นศูนย์ทุกค่าจริง ๆ ไม่ได้คำนึงถึงข้อมูลจำเพาะและรายละเอียดมากนัก หากมองถึงการใช้งานทั่วไปนั้น ก็ดีสำหรับการยืดอายุดอกยาง แต่สมรรถภาพของรถ จะไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้ออกแบบได้ตั้งใจให้เป็น รถทั้งสองยี่ห้อนี้ เวลาตั้งศูนย์ จะต้องมีการถ่วงน้ำหนัก แล้วแต่รุ่น และขนาดของรถ ในตำแหน่งคนขับ และคนนั่ง ก่อนทำการตั้งศูนย์ ทุกรุ่น ! แต่นอกจากศูนย์บริการบางแห่งแล้ว ร้านตั้งศูนย์ ข้างนอก ผมไม่เคยเห็นมีการถ่วงน้ำหนักตามคู่มือแม้แต่น้อย เพราะเพียงแค่ คุณกระโดดไปนั่งในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในรถ ศูนย์ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเครื่องตั้งศูนย์ ก็เพี้ยนออกไปแล้ว

ทำไมต้องถ่วงน้ำหนัก ?
รายละเอียดปลีกย่อยคงต้องไปหาอ่านกันเอง แต่คร่าว ๆ คือ ศูนย์ล้อที่แท้จริงของรถ จะถูกเลือกจากการที่สปริงส่วนอ่อนของรถยุบตัวไปแล้ว สปริงของรถสองยี่ห้อนี้ เป็นทรง ป่องกลาง ส่วนที่จะยุบตัวมากกว่าคือส่วนป่องกลาง นี้ล่ะ พอมันยุบ องศา ต่าง ๆ ค่าต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนไป นักออกแบบเลือกใช้จุดนี้ในการคำนวนศูนย์ล้อ วงเลี้ยว กับบังคับเลี้ยวครับ เรื่องถ่วงน้ำหนักนี้ ยังพออนุโลมได้ ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เวลาเลือกรุ่น ในเครื่องตั้งศูนย์ ช่างตั้งศูนย์เองก็ยังบอกไม่ได้เลยว่า รถที่ตัวเองตั้งศูนย์นั้น เป็นรุ่นย่อยรุ่นไหน ทำให้ค่าการตั้งศูนย์ แทบจะมีโอกาสเป็นรถรุ่นนั้นน้อยมาก ๆ อันนี้ต้องเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ สำหรับชาว BMW BENZ ทุก ๆ ท่าน ว่าทำไม ตั้งศูนย์แล้ว รถยังขับได้ไม่ดีเท่าที่ควร หากสัมผัสไม่ได้ ก็นับว่าโชคดีไป แต่หากรับรู้ได้ ก็จะกลายเป็นปัญหาหงุดหงิดทุกครั้งไป

ขอกลับมาที่ช่วงล่างกันต่อ
    ระบบ ASC และ DSC นั้น ชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Automatic Stability Control และ Dynamic Stability Control ในรถรุ่นแรกๆ และรุ่นล่าง ๆ นั้น จะมีเฉพาะระบบ ASC เท่านั้น และในปีหลัง ๆ มีการเพิ่มระบบ DSC ขึ้นมา ทั้งสองระบบทำหน้าที่คล้าย ๆ กันคือ ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวรถบนพื้นลื่น และ พื้นที่ไม่เรียบ แต่ต่างกันในวิธีการทำงาน  ASC มีหน้าที่ป้องกันการสูญเสียการทรงตัว โดยจะทำให้ผู้ขับขี่ สามารถเข้าโค้ง และเร่งเครื่องยนต์ไปได้ โดยที่ไม่เกิดภาวะ Over/understeer (คาดว่าผมคงอยู่ในสวนมะพร้าว over/understeer คงเป็นมะพร้าวห้าว ไม่ขอนำมาขาย) หรือแม้แต่ทางตรง เมื่อมีการเร่งเครื่อง บนพื้นถนนที่ไม่เรียบ หรือ ลื่น ระบบASC ก็จะคอยระมัดระวังไม่ให้ล้อหลังมีการหมุนขณะเร่งเครื่อง ที่จะทำให้รถปัด (BMW E46 ขับหลัง ครับ ต้องบอกไหมนี่ ) หากล้อข้างไหนมีการไถลเกิดขึ้น ล้อข้างนั้นจะถูกระบบ ASC สั่งการเบรคล้อนั้นเพื่อรักษาการทรงตัว และหากล้อหลังทั้งสองลื่นไปทั้งคู่ มันจะไปควบคุมแรงของเครื่องยนต์ หรือแรงของเกียร์ในกรณีที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ เพื่อไม่ให้รถปัด เรียกว่าคุณไม่สามารถออกล้อฟรีข้างเดียว หรือสองล้อในทางตรงกับรถรุ่นนี้ได้หากมีการเปิดใช้งานระบบ ASC ไว้นั่นแหละ และข้อดีของรถรุ่นนี้ คือ หากคุณอยากจะ DRIFT ใช่ครับ ไม่ว่าจะ VIN Diesel หรือ เจ้าแม่ดริฟ แห่ง การปิดตาอ่านหนังสือ(ถามหมอเจเอาครับ ;-P) อยาก ดริฟท์ ก็สามารถเลือกปิดระบบ ASC เพื่อทำการดริฟท์ได้ ตามใจชอบครับ เป็นสวิทชปุ่มเล็ก ๆ อยู่ใต้ชุดควบคุมแอร์ตรงบริเวณทีเขี่ยบุหรี่ ที่เขียนว่า ASC นั่นแหละ กดปุ๊ปจะมีไฟบอกให้รู้บนหน้าปัดว่า ระบบปิดอยู่นะครับ ไฟรูปลูกศรล้อมสามเหลี่ยมตกใจกลางหน้าปัดนั่นแหละ DSC นั้นเป็นระบบที่ครอบเจ้าระบบ ASC ไว้อีกทีหนึ่ง ซึ่งหากอ่านข้างบนนี้เข้าใจ จะรู้ว่า ASC สั่งงานได้ทั้ง เครื่องยนต์ เกียร์ และ ระบบเบรคล้อหลัง แต่ DSC นั้น มีมากกว่านั้น เพราะมันยังรวมเอาการควบคุมล้อทั้งสี่ ระบบ ASC และ ระบบ ABS เข้าไว้อีกทีหนึ่งด้วย ซึ่งเจ้าระบบนี้ จะสามารถตรวจพบแนวโน้มการเกิดUnder/Oversteer ได้ตั้งแต่เริ่มต้น และทำการควบคุมการเบรค หรือ ปล่อยเบรค ควบคุมแรงบิดข้องเกียร์ และเครื่องยนต์ที่ล้อต่าง ๆ โดยอาศัยการประเมิณผลจากเซนเซอร์ของล้อทั้งสี่ที่วัดรอบการหมุนของล้อ เซนเซอร์ของเกียร์ เซนเซอร์ขององศาลิ้นปีกผีเสื้อ เซนเซอร์ ความเร็วรอบเครื่องรอบเกียร์ องศาการหักเลี้ยวของล้อรถ และ การวัดYAW หรือ องศาการหมุนรอบของรถในแนวตั้ง ซึ่งการมีระบบนี้ ไม่ว่าหน้ายางที่สัมผัสลงบนพื้นจะมีการยึดเกาะถนนไม่เท่ากัน ระบบนี้จะยังสามารถรักษาการควบคุมรถให้อยู่ในสภาวะการขับขี่อย่างปรกติได้ ไม่ใช่ว่าการมีระบบDSC จะได้มาเปล่า ๆ ค่าตัวทีเพิ่มขึ้นมาคือส่วนที่เจ้าของรถต้องจ่าย เพราะเจ้ากล่อง DSC นั้นกระบวนการผลิตใช้ทองคำแท้ ๆ จำนวนมากกว่าวงจรอีเล็คทรอนิคส์ในคอมพิวเตอร์อยู่มาก แม้กระทั่งขาสัญญาณในวงจรยังมีทองคำเป็นเส้น ๆ ให้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามากมาย เชื่อมต่อระหว่างขาไอซี กับเซนเซอร์ทุกตัวที่ผมกล่าวไว้ เวลามันมีปัญหา ซึ่งก็เจอกันหลายคน ค่าตัวของกล่อง DSC นั้นจึงมีราคาค่อนข้างแพง (2x,xxxบาท ) โชคดี รถผมไม่มี มีแค่ ASC ถ้ามันเสียก็ยังพอจะซ่อมกันได้บ้าง
    มีหลายกรณีที่เจ้าของรถที่มีระบบ ASC DSC จะประสพปัญหาไฟเตือนต่าง ๆ ขึ้น เช่น ไฟเกียร์ ไฟ TRACTION ไฟเตือนเบรคมือ แล้วเวลาไปตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง GT1 มักจะไปลงเอยด้วยการเปลี่ยน อุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย โดยปัญหาไม่จบ การวิเคราะห์รถยนต์ด้วย GT1 นั้นมีรายละเอียดมากมาย หากไม่ใช่ช่างที่ได้รับการฝึกฝนจาก BMW มาเฉพาะ อาจจะทำให้การแก้ปัญหาไม่ถูกจุดเกิดขึ้นได้ เพราะ FAULT CODE เดียว อาจจะมีต้นเหตุมาจากอุปกรณ์ตัวไดตัวหนึ่ง หรือหลาย ๆ ตัวที่มันเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ เนื่องจาก DSC ตัวเดียวก็อ่านค่ามาจากเซนเซอร์อีกสิบกว่าตัวเข้าไปแล้ว แค่มีตัวไดตัวหนึงมีปัญหา ไฟก็เตือนแล้ว ไม่ต้องไปนับรวมปัญหาที่อาจจะมาจากตัวมันเองอีก
ในเรื่องความปลอดภัย BMW E46 ได้ใส่เอาแอร์แบก 6 ลูกเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับรถที่เปิดตัวในปี 1998 ทุกคัน และ ยังเพิ่มเป็น 8 และ 10 ลูกในปีต่อ ๆ มา ประกอบกับโครงสร้างตัวถังที่ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแรงมากกว่า E36 ถึง 70% ประตูรถทุกบ้านจะสามารถเปิดออกได้แม้จะได้รับแรงกระแทก โดยเทคนิคความปลอดภัยจาก 7-Series ให้สังเกตตรงชายประตูจะมีพลาสติกสามเหลี่ยมทรงตันหักปลายยื่นออกไปส่วนของเสากล่างด้านล่าง เป็นหลุมรูปสามเหลี่ยมรับกัน นั่นแหละครับ คือส่วนที่จะช่วยให้ประตูเปิดออกได้หลังเกิดอุบัติเหตุ
    สิ่งที่น่าสนใจของรถรุ่นนี้ที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงก็คือ ระบบเกียร์ ที่นอกจากจะเป็นเกียร์ Steptronic แล้ว ตัวสมองเกียร์ ยังเป็นรถรุ่นแรก ๆ ของ BMW ที่สามารถเรียนรู้รูปแบบการขับขี่ของคนขับได้ (ADAPTIVE FUNCTION)ซึ่งระบบเกียร์จะทำหน้าที่เปลี่ยนเกียร์ การออกแรงกดคลัทช์ จังหวะล๊อกอัพคลัทช์ ให้เหมาะสมตามสภาวะการขับขี่ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในสภาวะที่มีการเหยียบคันเร่ง แตะเบรคบ่อย ๆแบบจราจรหนาแน่น หรือ การขับขี่แบบขึ้นเขาลงเขาแบบใช้แรงบิดสูงมีเอนจินเบรค แบบการขับขี่นุ่มนวลทางเรียบไกล ๆ มีเร่งแซงบ้าง หรือ การขับขี่แบบสุดโหด ลากรอบยาว ๆ สมองเกียร์จะทำการเรียนรู้ตลอดเวลา และทำการควบคุมแรงบิดเกียร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน และนิสัยผู้ขับขี่  ในอเมริกา และกลุ่มขับซ้าย นั้น E46 ได้มีการเปิดตัวรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ All Wheel Drive ไว้ด้วย แต่สำหรับรถในประเทศอื่น ๆ ไม่มีระบบขับเคลื่อนนี้ เพราะ ระบบขับเคลื่อนล้อหน้านั้นออกแบบมาอยู่ติดกับแร๊กด้านขวาของตัวรถ ทำให้ไม่มีรถรุ่นนี้สำหรับพวงมาลัยขวา
เครื่องยนต์ ตัวเลขรุ่นท้ายรถ ไม่ได้บอกขนาดพิกัดของเครื่องยนต์เหมือนรุ่นที่ผ่านมา แต่มันเป็นการแบ่งรุ่นย่อย เท่านั้นเอง เครื่องยนต์สำหรับ E46 นั้นมีให้เลือกมากมาย แล้วแต่ความต้องการของลูกค้าดังเช่นรถรุ่นก่อน ๆ โดยมีทั้ง 4สูบ 6 สูบแถวเรียง และ V8 32วาล์วด้วย โดยแบ่งตามรหัสเครื่องยนต์ได้แก่
    - M43 8 วาล์ว ที่รับมรดกมาจาก E36 ถูกพัฒนาจนปลายรุ่น และปรับปรุงให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะขาย มีเครื่องขนาดเดียวคือ 1895cc ในไทยมีขายตั้งแต่ปีแรกทีเปิดตัวถึงปี 2001 ก่อนจะเปลี่ยนเป็นไฟยก(ส่วนตัว ผมและเพื่อนต่างก็ใช้เครื่องตัวนี้ เทียบกับ M52TUใน E39 ที่เคยใช้แล้ว ตัวนี้ทนกว่า และซ่อมบำรุงถูก และง่ายกว่าด้วยครับ ประสบการณ์ท่านอื่นอาจจะแตกต่างไป ช่วยกันแชร์ครับ ผมอยากรู้)
    - N42 16วาล์ว มีทั้ง 1.8 และ 2.0 ลิตร ที่ขายในไทยมีแต่ 2.0 ใครใช้เครื่องตัวนี้ก็อยู่ในลิสทประวัติศาตสร์ต้องจากรึกเพราะมีแค่ E46 เท่านั้นที่ได้ใช้เครื่องตัวนี้ เป็นเวลา 3 ปีเท่านั้นอายุสั้นไปนิดเพราะปัญหาเยอะไปหน่อย BMWเลยต้องปล่อยเอา N46 มารับหน้าเสื่อแทน คาดว่ามีในโลกไม่ถึงสามแสนคัน
-N46 เป็นเครื่องยนต์ที่พูดได้ว่ามีประสิทธิภาพ และปัญหาน้อยกว่าN42 เพราะมันเกิดมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ความจุ 2.0ลิตรเช่นกัน พื้นฐานเครื่องยนต์จริง ๆ ก็คือ N42 ในฝาเครื่อง และกล่องเครื่องใหม่ รายละเอียดของวัสดุที่ใช้ผลิต แม้กระทั่งการทำเกลียวน๊อต รู และรูปร่างเล็ก ๆ น้อย ของเครื่องเปลี่ยนไปเพื่อแก้ปัญหา น้ำมันรั่ว เครื่องสั่น วานอสเสียงดัง อื่น ๆอีกมากมาย แม้กระทั่งการรวมเอาชุดควบคุมหัวฉีดไปเป็นส่วนเดียวกับ Engine Management
    - M52TU เครื่องยนต์ที่ยกมาจาก E39 มีขนาดเครื่องยนต์ 2.0 2.2 2.5 ในเมืองไทยน่าจะมีแค่ตัว 2.5 สำหรับเครื่องตัวนี้ (ใครใช้ขนาดอื่นบอกผมด้วยครับ )
    - M54 ขนาดเครื่องยนต์ ตั้งแต่ 2.0 ถึง 3.2 ตัวนี้ผมมีรายละเอียดน้อยครับ
    - M56 ขนาดเครื่อง 2.5 litre อีกเช่นกันกับ M54 ในไทยไม่เคยเจอกับ E46 นะครับ
    - S54 ขนาดเครื่องยนต์ 3.2 litre อยู่ในเฉพาะ M3
    - M3 GTR 4.0litre ตัวแรงแต่งนอกค่าย 0-100 4วินาที V8 ตัวนี้มีหัวตัดหลุดมาเมืองไทยเหมือนกัน
ระบบไฟฟ้า
 รถรุ่นนี้นับเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่มีระบบไฟฟ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ เต็มรถไปหมด ไม่ว่าจะไฟส่องสว่างภายนอกรถ อันได้แก่ไฟหน้า ไฟท้าย ทุกดวงควบคุมด้วยกล่องอิเลคทรอนิคส์ เพื่อการตรวจเช็คสภาพหลอดขาดหลอดผิดขนาด มีฟังก์ชั่นกระจุ๋มกระจิ๋มที่ผมพอจะนึกได้เป็นขอดีคือ
    - เวลาดับเครื่องยนต์หากลืมเปิดไฟหน้าไว้ จะมีเสียงร้องเตือน
    - การโยกคันไฟเลี้ยวค้างไว้แล้วบิดสวิทช์ไฟหรี่ไว้ ไฟหรี่จะติดข้างเดียวกับที่เปิดไฟเลี้ยวไว้ สำหรับจอชิดถนนกลางคืน ให้ไฟสว่างข้างเดียว
    - เวลาลงจากรถ เราสามารถดึงก้านไฟเลี้ยวเข้าหาตัว เพื่อทำให้ไฟหน้าทำงานประมาณ 1 นาทีเป็นการส่องทางเดินให้เมื่อลงจากรถในตอนกลางคืน
    - หากหลอดไฟหรี่ขาด ตัวไฟเลี้ยวด้านเดียวกับหลอดที่ไฟหรี่ขาด จะติดขึ้นมาแทน พร้อมเตือนสภาวะหลอดขาด
    - หลอดไฟส่องสว่างนอกรถทุกดวงหากไม่ครบวงจร จะมีไฟเตือนบนหน้าปัทม์บอกตำแหน่งหลอดที่มีปัญหา ยกเว้นไฟเลี้ยว ที่จะรู้ได้เพียงเสียงไฟเลี้ยวกระพริบเร็วกว่าปรกติ
    - หลอดไฟคู่หน้าสามารถปรับสูงต่ำได้จากภายในรถเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อชดเชยกรณีบรรทุกท้ายห้อยหน้าเชิด

ไฟส่องสว่างภายในรถก็ไม่แพ้กัน
    - เราสามารถเปิดไฟส่องสว่างได้ด้วยสวิทช์ปุ่มกดเพียงปุ่มเดียวเพื่อให้ไฟทำงานในโหมดประตูเปิด ปิด หรือ จะเปิดปิดเองได้
    - ด้านข้างสวิทช์ไฟส่องสว่าง จะมีหลอดไฟเล็ก ๆ สองดวงขนาบซ้ายขวา สีแดง ๆ แบบเดียวกับพื้นหน้าปัทม์ความเร็ว ซึ่งจะปรับให้สว่างมากน้อยได้ด้วย ดิมเมอร์ที่ปรับความสว่างหน้าปัทม์ ไฟสองดวงนี้จะส่องมาถึงบริเวณกระปุกเกียร์ และที่ใส่ของทีเขี่ยบุหรีด้วย
    - ไฟหน้าปัทม์ ไฟเรืองแสงของตัวควบคุมระบบปรับอากาศ ไฟวิทยุ ปรับให้สว่างมากน้อยได้ด้วยปุ่มหมุนข้างสวิทช์ไฟหน้า
    - ไฟส่องสว่างในห้องเก็บของท้ายรถ จะดับเองหากลืมปิดกระโปรงท้ายรถ หรือปิดไม่สนิท ตัดปัญหาไฟหมดกรณีลืม

    นอกจากไฟส่องสว่างแล้ว ระบบวิทยุ ระบบcd changer ระบบนาวิเกชั่น ยังเชื่อมกับชุดไฟทั้งหมดผ่าน IBUS ข้อดีของมันก็คือ
    - หากเราจอดรถตากแดดไว้เป็นเวลานาน แล้วขึ้นรถ พยายามจะเปิด CD Changer แต่บังเอิญว่าตัว Changer มันมีความร้อนมาก วิทยุจะขึ้นข้อความเตือนให้รู้ และไม่เปิด ซีดีจนกว่าจะเย็นลง ทำให้ลดความเสี่ยงของแผ่นซีดีเสียหายเนื่องจากความร้อนได้ทางหนึง
    - สามารถใช้ชุด upgrade ของ BMW ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรุ่นต่ำสุด ก็สามารถซื้ออุปกรณ์รุ่นสุงสุดมาต่อได้ ตั้งแต่ Voice Control, Bluetooth, Navigation, TV etc แต่ก็เป็นข้อเสียเพราะอุปกรณ์พวกนี้ของBMW ราคาแพงพอ ๆ กับเครื่องเสียงราคาแพง ๆ
    - เครื่องเสียงติดรถควบคุมความดังของเสียงในกรณีขับรถเร็วด้วย เปิดปิดระบบนี้ได้
กุญแจรีโมท Immobilizer ของ E46 เป็นรถรุ่นแรก ๆ ที่ใช้ EWS 3.3 มี ROLLING CODE เช่นกัน คือ ไม่สามารถมีกุญแจที่มีโค้ทเหมือนกันสองดอกได้ ทุก ๆ ดอกจะถูกบันทึกในกล่อง EWS แยกกันเด็ดขาดเพราะมันจะ เปลี่ยนpassword ทุกครั้งที่กุญแจเสียบไปในเบ้ากุญแจ
ฟังก์ชั่นย่อย ๆเกี่ยวกับรีโมท เซนทรัลล๊อกนั้นทำงานรวมกันหมด ได้แก่
    - การจำตำแหน่งที่นั่งคนขับในเบาะไฟฟ้าของกุญแจแต่ละดอก
    - การล๊อกประตูอัตโนมัติ ของกุญแจแต่ละดอกไม่เหมือนกัน ขับไปแล้วรถล็อกเอง หรือไม่ล๊อกเองตั้งได้ และจำเฉพาะกุญแจดอกนั้น ๆ
    - เปิดปิดกระจกรถทุกบานด้วยรีโมทได้ ไม่ต้องสตาร์ทรถ หรือเสียบกุญแจ
    - เลือกล๊อกรถ เปิดรถ แบบทุกบาน หรือเฉพาะบานคนขับก็ได้ และอีกเล็ก ๆ น้อย ที่ผมขอละไว้ให้เจ้าของ E46 ทั้งใหม่และเก่าเอาไปเล่นกันเองดีกว่า

    - หน้าปัทม์แสดงผลของรุ่นนี้สามารถโปรแกรมได้หลายแบบ เช่น จากองศาฟาเรนไฮด์เป็น เซลเซียล กิโลเมตรเป็นไมล์ Litre/100 เป็น km/litre เป็นต้น

    ในรถรุ่นต่าง ๆ ยังมีระบบไฟฟ้ายิบย่อย เช่น เบาะปรับไฟฟ้า พวงมาลัยไฟฟ้า กระจกข้างพับไฟฟ้า ครูสคอนโทรล ระบบวัดปริมาณน้ำฝนควบคุมที่ปัทม์น้ำฝนตามความเร็วรถ ระบบ ปรับม่านหลังไฟฟ้าขึ้นลงอัตโนมัติ
อย่าแปลกใจ หากคุณเห็นคู่มือซ่อมรถรุ่นนี้ หนากว่า 4 พันหน้าขนาด A3 สองเล่ม เพื่อครอบคลุมฟังก์ชั่นทั้งหมดของรถ
    ไหน ๆ ก็กล่าวถึงกระจกไฟฟ้าแล้ว หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินถึงเรื่องกระจกตกรางของรถรุ่นนี้ บางคนบอกว่า รถรุ่นนี้ห่วย เพราะกระจกตกราง ค่าซ่อมแพงสี่ห้าพันบาทต่อบาน ! ผมใช้รถรุ่นนี้มาเกือบ ๆสิบปีพอดีๆ กับเพื่อนบ้านอีกสองท่านที่ใช้รุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน ออกรถจากศูนย์เดียวกัน  กระจกตกรางคนละบานในสามปีแรก ทุกคัน และทุกบานในรถ ได้รับการแก้ไขแล้วในช่วงที่รถออกมา หากเจ้าของรถรู้จักเรียกร้องซักนิด
ไม่มีต้องไปทำซ้ำ หรือ หากจะต้องไปทำ ผมเห็นร้านข้างนอกรับซ่อมไม่เกิน บานละ 1000 บาท ด้วยการใช้คลิบรองสลิงกระจกที่เป็นโลหะ หรือ เฟืองกระจกโลหะ แทนพลาสติก ผมกับเพื่อน ซ่อมฟรีไปแล้ว ไม่นับล่ะ และยังมี DIY ในราคาไม่เกิน 500 ต่อบานให้เห็นอีก หรือจะซื้อรางกระจกทั้งรางของเทียบ สองพันบาท ก็ของแท้ถ้ามันเสียเร็วคุณทะลึ่งไปใช้ ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร หรือแม้แต่ถ้าลงทุนกับของแท้ ที่ผมได้รับการยืนยันจากศูนย์แล้วว่า ไม่เสียอีกนาน ...
    ถ้าใครยังบอกว่ารุ่นนี้ห่วย เพราะแค่กระจกตกราง ซ่อมไม่หาย ผมว่าพิจารณาตัวเองอีกนิดครับ ว่าทำไมซ่อมไม่หาย และซ่อมแพงเหมือนผมและเพื่อน ๆ E46 นั้นปิดยอดขายรวมทั่วโลก อยู่ที่ราวๆ 5 ล้านคัน ตั้งแต่ปี 1998-2006 เป็นจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถBMW ทั้งหมด เรียกว่า BMW หากินกับ 3-Series ซะส่วนมาก ทุก ๆ ปีที่มีการผลิตรถยนต์รุ่นนี้ มันจะได้รับรางวัน 10 Best Car จากนิตยสาร Car and Driver Magazine ยังมีรางวัลต่าง ๆในด้านการออกแบบ การขับขี่ จากทั่วทุกมุมโลก ที่ยกให้กับรถรุ่นนี้หลาย ๆ ปีติด ๆ กัน ซึ่งก็เป็นการยืนยันถึงความดีของตัวรถรุ่นนี้อีกทางหนึ่ง ก่อนที่มันจะถูกทดแทนด้วย E90
    ผมเขียนมาตรงนี้ แล้ว กับรถอายุตลาดมากกว่า 10 ปี หากยังไม่เห็นข้อดีของรถรุ่นนี้ ก็ไม่ว่ากันครับ ผมเองก็สบาย ๆกับมันอยู่แล้ว เพราะเขียนไป ผมก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว นอกจาก…..หวังว่าคุณภรรยาผม ถ้ามาอ่านเห็น คงน่าจะเห็นข้อดีของมันบ้างนะครับ
    ขอบคุณทุกท่าน ๆที่อ่าน ขอบคุณทุกคำ ติชมครับ  หากเป็นประโยชน์สร้างสรรค์เป็นผลกรรมดี ขอให้ผลกรรมดีตอบแทนไปยังคนดีทุกคน และคนชั่วใจบาปได้สงบ หากเป็นโทษไม่สร้างสรรค์ ขออภัยกรรมให้ผมเอย

อ้างจาก  :   คุณ Crayonz กระทู้ห้องรัชดา/พันทิพย์ Review “ ขอผมอีกทีครับ BMW 3-Series E46 ” 
                   เขียนเมื่อ 24 พ.ค. 54 11:20:54
เรียบเรียงใหม่ : วีรวิชญ์  จิตจำรัสทิวัตถ์  5 พ.ย.55 17:05 น.

Chris

  • แฟนพันธุ์แท้
  • *****
  • กระทู้: 2737
Born to be a Bimmer lover
I'm a E46 addict!
''อคติ คือสิ่งที่คนโง่ใช้แทนเหตุผล''

Angel_dimple

  • ขาประจำ
  • ****
  • กระทู้: 336
บทความของพี่ crayonz ในพันทิพเป็นสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจหาเจ้า e46 มาครอบครองครับ จากที่แรกๆเห็นเจอแต่กระทู้บ่นๆรุ่นนี้ซะเป็นส่วนใหญ่

ได้มาแล้วไม่ผิดหวังครับ แม้จะใช้ N42 ผมก็ไม่เจออะไรจุกจิกเลย  ;)

crayonz

  • ขาประจำ
  • ****
  • กระทู้: 428
คุณภรรยาผมมาอ่านแล้ว บอกว่า เขียนอะไรเยอะแยะไปหมด อ่านไม่รู้เรื่องครับ

ขอบคุณพี่อั๋นที่นำกลับมาให้ผมได้อ่านเองอีกครั้งครับ :-X

มีส่วนหนึ่งที่ผมขอแก้ไข คือ BENZ ไม่ได้มีการตั้งศูนย์แบบถ่วงน้ำหนักครับ ผมจำผิดเอง แต่ใน RollsRoyce ต่างหากที่มีการถ่วงน้ำหนักแบบตั้งศูนย์

และสำหรับเครื่องตั้งศูนย์ของ Beissbarth รุ่นใหม่ที่ใช้ในศูนย์ BMW ใหม่ ๆ ก็มีฟังกชั่นพิเศษที่ทำให้ไม่ต้องถ่วงน้ำหนักสำหรับการตั้งศูนย์อีกแล้วครับ ผมเองก็เพิ่งทราบจากศูนย์บริการ BMW ที่ USA เหมือนกันครับ
แกล้งโง่ไปบ้าง ทำให้เขาดูถูกไปบ้าง ชีิวิตมันก็ง่ายขึ้น

yotkung

  • มือเก๋าเฝ้าบอร์ด
  • **
  • กระทู้: 8
 :-* แนะนำเพิ่มนะครับ e46 ปี 1998-1999 มีในไทยนะครับเป็นพวกนำเข้าทั้งจากพวกสถานทูต พวกสหประชาชาติ ถ้าเห็นประกาศขายไม่ต้องตกใจครับ มีไม่มากครับไม่น่าเกิน 100 คัน (สังเกตุในเล่มนะครับ ถ้าเป็นเล่มชำรุดสูญหายเช็คดูดีๆครับ แต่ถ้าเล่มเดิม เจ้าของเป็นต่างชาติ ชัวรจ๊ะ)

wutdy47

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 3
ขอบคุณครับสำหรับความรู้  ;) ตอนนี้ผมกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อทำตามความฝันเล็ก ๆ ของตัวเองครับ

JBR1992

  • พ่อ แม่ คือพรหมของบุตร
  • บุคคลในตำนาน
  • ******
  • กระทู้: 1903
  • คนไทย น้ำใจเกินร้อย
 ;) อยากบอกว่าทุกครั้งที่เปิดเจอกระทู้นี้ ผมอ่านตั้งแต่ต้น จนจบทุกครั้ง  มันเหมือนเป็นการกระตุ้นเตือน อย่างไรไม่ทราบได้ แต่ผมเป็นอย่างนั้นครับ ขอบคุณสำหรับ ข้อมูลดี ๆอีกครั้งครับ  :-X
ถึงสูงเยี่ยมเทียมฟ้า อย่าดูถูก
ครูเคยปลูกวิชา มาแต่หลัง
ศิษย์ไร้ครูอยู่ได้ ไม่จีรัง
อย่าโอหัง ลบหลู่ ครูอาจารย์

maxxzeed

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 5
ขอบคุณครับ ผมก้อกำลังจะหามาใช้ แต่เริ่มต้นไม่ถูก รหัสรุ่น เครื่อง ยัง งงๆ

แต่จะพยายามอ่านซ้ำบ่อยครับ

ดูอยู่เป็น 323iA E46 ปี 2000  318iA E46 2001 ไม่เข้าใจจะเปนเครื่อง N46 ทั้งสองรึป่าว

ปล.สมาชิกใหม่ครับ เพิ่งสมัครมะกี้  O0


วีรวิชญ์

  • บุคคลในตำนาน
  • ******
  • กระทู้: 2867
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ขอบคุณครับ ผมก้อกำลังจะหามาใช้ แต่เริ่มต้นไม่ถูก รหัสรุ่น เครื่อง ยัง งงๆ

แต่จะพยายามอ่านซ้ำบ่อยครับ

ดูอยู่เป็น 323iA E46 ปี 2000  318iA E46 2001 ไม่เข้าใจจะเปนเครื่อง N46 ทั้งสองรึป่าว

ปล.สมาชิกใหม่ครับ เพิ่งสมัครมะกี้  O0

323ia ปี 2000 เป็นเครื่องยนต์หกสูบ รุ่นตาตก รหัสเครื่องยนต์ M52 เกียร์ 5 สปีด
318ia.ปี 2001 เป็นเครื่องยนต์สี่สูบ. รุ่นตาตก รหัสเครื่องยนต์. M43TU. เกียร์ 4 สปีด

เป็นเครื่องถึกทน ดูแลง่าย ปีเก่า จะให้ดีควรเลือกเป็น SE (Special Edition) ออฟั่นพิเศษมีพวงมาลัยมัลติสามก้าน,Cruise Control,ม่านหลังไฟฟ้า ฯ   ....  ;)

jetrider

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 3
สวัสดีครับผมเพิ่งเป็นสมาชิกใหม่ เพิ่งจะมีE46มาครอบครอง อ่านแล้วได้ความรู้มากมากเลยครับ
และรู้สึกประทับใจกับเพื่อนสมาชิกในเวป ที่มีอะไรก็จะมาบอกมาช่วยเหลือกัน ได้ใจจริงๆครับ   ;)

pangbonk

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 21
ขอบคุณนะคะ สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์

Pennueng

  • คนคุ้นเคย
  • ***
  • กระทู้: 24
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะครับ
พอดีพี่ชายกำลังหาซื้อ e46 อยู่พอดีครับ จะได้เอาขั้อมูลนี้ไปให้เค้าอ่านประกอบการตัดสินใจ
 ;) ;) ;)

maxxzeed

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 5
ขอบคุณครับ ค่าดูแลแพงมั๊ยครับ ผมกำลังดูอยู่ ปี 2000 เป็นพวงมาลัย 3 ก้าน ติดแก๊สแล้ว

แต่ยังไม่ได้ลองฟังชั่น ไม่เสียบกุญแจ เปิดได้แค่ไฟหรี่ และมีเสียงเหมือนอุปกรณ์รีเลย์ ทำงานแก๊กนึง

ปรกติหรือป่าวครับ มีจุดสังเกตุรัยพิเศษ ควรตรวจสอบครับ มีเลข vincode EE97103


วีรวิชญ์

  • บุคคลในตำนาน
  • ******
  • กระทู้: 2867
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ขอบคุณครับ ค่าดูแลแพงมั๊ยครับ ผมกำลังดูอยู่ ปี 2000 เป็นพวงมาลัย 3 ก้าน ติดแก๊สแล้ว

แต่ยังไม่ได้ลองฟังชั่น ไม่เสียบกุญแจ เปิดได้แค่ไฟหรี่ และมีเสียงเหมือนอุปกรณ์รีเลย์ ทำงานแก๊กนึง

ปรกติหรือป่าวครับ มีจุดสังเกตุรัยพิเศษ ควรตรวจสอบครับ มีเลข vincode EE97103

เลือกที่เป็น SE. ดีกว่าครับ m43tu ปัญหาจุกจิกน้อยมากดูแลง่าย   
...อันนี้เข้าไปเช็ค vin code ดูครับ
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2013, 12:49:05 โดย วีรวิชญ์ »

maxxzeed

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 5
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ขอบคุณครับ ค่าดูแลแพงมั๊ยครับ ผมกำลังดูอยู่ ปี 2000 เป็นพวงมาลัย 3 ก้าน ติดแก๊สแล้ว

แต่ยังไม่ได้ลองฟังชั่น ไม่เสียบกุญแจ เปิดได้แค่ไฟหรี่ และมีเสียงเหมือนอุปกรณ์รีเลย์ ทำงานแก๊กนึง

ปรกติหรือป่าวครับ มีจุดสังเกตุรัยพิเศษ ควรตรวจสอบครับ มีเลข vincode EE97103

เลือกที่เป็น SE. ดีกว่าครับ m43tu ปัญหาจุกจิกน้อยมากดูแลง่าย   
...อันนี้เข้าไปเช็ค vin code ดูครับ
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน

เช็คแล้ว เป็น m43tu ครับ แต่พวงมาลัยเป็น 3 ก้าน ลายไม้ มีวงกลมตรงกลาง มีปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย

และเบาะคู่หน้า เป็นปรับไฟฟ้า 4000k สีภายนอกสวยดี มีคิ้วยางขอบประตูขาดบ้าน สวิชเปิดกระจกหลังขวา

หลุด ไฟหน้าเก่าไปหน่อย ไฟเลี้ยวข้าง ฟิลม์ คงต้องเปลี่ยน ภายในตามอายุรถ มีสีถลอกบ้าง

ติดแก๊ส lpg แล้วครับ พอดีเพิ่งเข้ามาเล่นไม่นาน ไม่สามารถส่งข้อความส่วนตัว

ถามผ่านกระทู้ หากเป็นการรบกวน ขออภัยด้วยนะครับ

วีรวิชญ์

  • บุคคลในตำนาน
  • ******
  • กระทู้: 2867
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ขอบคุณครับ ค่าดูแลแพงมั๊ยครับ ผมกำลังดูอยู่ ปี 2000 เป็นพวงมาลัย 3 ก้าน ติดแก๊สแล้ว

แต่ยังไม่ได้ลองฟังชั่น ไม่เสียบกุญแจ เปิดได้แค่ไฟหรี่ และมีเสียงเหมือนอุปกรณ์รีเลย์ ทำงานแก๊กนึง

ปรกติหรือป่าวครับ มีจุดสังเกตุรัยพิเศษ ควรตรวจสอบครับ มีเลข vincode EE97103

เลือกที่เป็น SE. ดีกว่าครับ m43tu ปัญหาจุกจิกน้อยมากดูแลง่าย   
...อันนี้เข้าไปเช็ค vin code ดูครับ
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน

เช็คแล้ว เป็น m43tu ครับ แต่พวงมาลัยเป็น 3 ก้าน ลายไม้ มีวงกลมตรงกลาง มีปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย

และเบาะคู่หน้า เป็นปรับไฟฟ้า 4000k สีภายนอกสวยดี มีคิ้วยางขอบประตูขาดบ้าน สวิชเปิดกระจกหลังขวา

หลุด ไฟหน้าเก่าไปหน่อย ไฟเลี้ยวข้าง ฟิลม์ คงต้องเปลี่ยน ภายในตามอายุรถ มีสีถลอกบ้าง

ติดแก๊ส lpg แล้วครับ พอดีเพิ่งเข้ามาเล่นไม่นาน ไม่สามารถส่งข้อความส่วนตัว

ถามผ่านกระทู้ หากเป็นการรบกวน ขออภัยด้วยนะครับ

ส่งข้อความคิดเห็นที่ข้อความส่วนตัวไปแล้วครับ วิธีส่งข้อความดูลิ้งค์

ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน


Beer cool

  • แฟนพันธุ์แท้
  • *****
  • กระทู้: 369
  • ตามใจ
 ;)ขอบคุณครับที่แนะนำ
ตามล่าความฝัน

nanjaow

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 21
  • taladprathai.com
    • แหวนเพชร
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน

landman

  • สมาชิกสมัครใหม่
  • กระทู้: 1
พี่ครับ ผมไปค้ำประกันE46 318ise 2003 หรือ 2004 ไม่แน่ใจ
กำลังโดนตามรถคืน เจ้าของรถค้างผ่อน 4 งวด รวม 5หมื่นกว่าแล้ว
ตอนนี้เลยจะหาทางออกร่วมกับเจ้าของรถ
1.ขายรถคืนเต้น แต่พอจะให้เต้นซื้อคืน กลับบ่ายเบี่ยง
2.คืนรถให้ไฟแนนซ์
3.เจ้าของรถยกรถให้ผมไปผ่อนต่อเองเลย
ผมจะเลือกไงดีครับ
ตอนซื้อมาราคา860,000฿
ผ่อนมาสามปี หากปิดยอดวันนี้ก็ประมาณ 470,000฿
ส่วนตัวชอบE46 มากๆ และถ้าจะรับมาดูแลต่อ กลัวว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย
พี่กรุณาแนะนำหน่อยนะครับ วันนี้ผมขึ้นกรุงเทพตอนเที่ยง
ขอบคุณครับ

วีรวิชญ์

  • บุคคลในตำนาน
  • ******
  • กระทู้: 2867
ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน
พี่ครับ ผมไปค้ำประกันE46 318ise 2003 หรือ 2004 ไม่แน่ใจ
กำลังโดนตามรถคืน เจ้าของรถค้างผ่อน 4 งวด รวม 5หมื่นกว่าแล้ว
ตอนนี้เลยจะหาทางออกร่วมกับเจ้าของรถ
1.ขายรถคืนเต้น แต่พอจะให้เต้นซื้อคืน กลับบ่ายเบี่ยง
2.คืนรถให้ไฟแนนซ์
3.เจ้าของรถยกรถให้ผมไปผ่อนต่อเองเลย
ผมจะเลือกไงดีครับ
ตอนซื้อมาราคา860,000฿
ผ่อนมาสามปี หากปิดยอดวันนี้ก็ประมาณ 470,000฿
ส่วนตัวชอบE46 มากๆ และถ้าจะรับมาดูแลต่อ กลัวว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย
พี่กรุณาแนะนำหน่อยนะครับ วันนี้ผมขึ้นกรุงเทพตอนเที่ยง
ขอบคุณครับ

ตามที่แจ้งน่าจะเครื่องยนต์รุ่น n42 ถ้ายอดปิดราคานี้ และรถไม่มีปัญหาอะไรถือว่าราคารับได้ แนะนำให้รับไว้ดูแลเองก็ได้ เรื่องการบำรุงรักษาและการดูแลก็ศึกษาในกระทู้เก่าหรือสอบถามกันได้ สมาชิกที่นี่ยินดีให้คำปรึกษาทุกท่าน ผมเองตอนเข้ามาใหม่ๆ ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเช่นกัน หากไม่ชอบก็เสนอให้คนในเวปนี้ที่สนใจรับไปดูแลได้คงไม่ยากครับ สำหรับรถราคาไม่ถึงห้าแสน ผู้สนันสนุนในการรีไฟแน้นซ์ของเราก็มีในหน้าซื้อขาย. ยกเว้นว่ารถมีปัญหาเกินกว่าจะเยียวยาคงจะช้ำใจหน่อย....

ssupavir

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 4
Re: @ ใช้ e46 อ่านเล่นไม่เห็นเสียหาย @
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2013, 16:17:13 »

ไม่อนุญาตให้คุณมองเห็นลิงค์ สมัครสมาชิก หรือ ล็อกอิน

น่าจะช่วยเปรียบเทียบรุ่นต่างๆ ให้เห็นชัดเจนครับ

Modkorat

  • มือใหม่หัดขับ
  • *
  • กระทู้: 1
Re: @ ใช้ e46 อ่านเล่นไม่เห็นเสียหาย @
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: มีนาคม 31, 2014, 21:49:15 »
 :-X ขอบคุณครับ  ;)

Oak800

  • ขาประจำ
  • ****
  • กระทู้: 108
Re: @ ใช้ e46 อ่านเล่นไม่เห็นเสียหาย @
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กันยายน 22, 2014, 22:58:55 »
 ;)

Bonus

  • คนคุ้นเคย
  • ***
  • กระทู้: 93
Re: @ ใช้ e46 อ่านเล่นไม่เห็นเสียหาย @
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 13:39:10 »
 ;)เป็นประโยชน์มากคับ